วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มาม่ามาจากไหน






มาม่าหรือที่เรียกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ใครๆก็รู้จักกันดี รับประทานง่ายๆ เพียงฉีกซองแล้วนำไปต้ม ทิ้งไว้ 3นาที มีหลายรสชาติ ได้ลิ้มลองรสกัน และสามารถดัดแปลงตามเมนูโปรดได้เอง ราคาไม่แพงจึงทำให้คนส่วนใหญ่มักซื้อและหาทานกันได้ง่าย ไม่ว่าจะนั่งเล่นเกมส์ , เกมส์ยิง , เกมแ่ต่งตัว ต้มทิ้งไว้แค่ 3 นาีที ก็ทานได้แ้ล้ว และมาม่าก็เป็นเมนูโปรดของใครๆหลายคน ตั้งแต่วันนี้ไปเราก็ใช่ว่าจะรู้เพียงแค่มาม่าอร่อยและราคาถูก ซึ่งวันนี้เราก็จะได้รู้ประวัติคร่าวๆของเค้าด้วย

ประวัติความเป็นมา

บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เริ่มก่อตั้งโดย ดร.เทียม โชควัฒนา ในปี พ.ศ. 2485
ภายใต้ชื่อ “เฮียบเซ่งเชียง” ที่ตรอกอาเนียเก็งถนนทรงวาดด้วยเงินทุนเพียง 10,000 บาท โดยเริ่ม
จากการขายของเบ็ดเตล็ดที่สั่งซื้อจากฮ่องกง

ต่อมาได้ขยายกิจ การเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศในปี 2495 “เฮียบเซ่งเชียง” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ด้วย ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท

โดยนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคนานาชนิดมาจำหน่ายต่อมาได้สร้างโรงงานโดยร่วมทุนกับบริษัท ไลอ้อน ประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตยาสีฟ้น แชมพู ผงซักฟอก และได้สร้างโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า

ความสำเร็จของผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่านั้น ทำให้
บริษัทสหพัฒนพิบูล เริ่มขยายโรงงานไปที่ศรีราชา และ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์           แห่งประเทศไทยเป็นบริษัท มหาชนด้วยเงินทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาทในปีพ.ศ. 2521

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2531 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 200 ล้านบาท จนกระทั่ง ปัจจุบัน
บริษัทมีทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 600 ล้านบาท

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ชาดำเย็นมาจากไหน









          การดื่มชาใส่น้ำแข็งเริ่มขึ้นในงานมหกรรมโลกซึ่งมีการละเล่นมากมายไม่ว่าจะเป็น เต้นรำ, เล่นเกมแต่งตัว , การละเล่นพื้นบ้าน ที่เซนต์หลุยส์ ปี ค.ศ. 1904 โดยหนุ่มอังกฤษ ชื่อริชาร์ด เบลชินเดรน (Richard Blechyndren) ช่วงนั้นอากาศร้อนมากเขาขายน้ำชาร้อนๆไม่ออก จึงรินน้ำชาราดลงไปบนก้อนน้ำแข็ง

          ชาติแรกที่ เติมนมในชา คนฝรั่งเศสเป็นชาติแรกที่เติมนมสดในน้ำชา
ชาถุง (tea bag) กล่าวกันว่าชาใส่ถุงจะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค ผู้ค้นพบวิธีเอาชาใส่ถุงคือคนจีน โดยบรรจุลงถุงผ้าไหมส่งไปลอนดอนแต่เอกสารหนึ่งกล่าวว่า โทมัส ซุลละแวน (Thomas Sullivan) เป็นผู้คิดค้นถุงใส่ชาที่แสนอำนวยความสะดวกและเหมาะสมกับรสนิยมคนรุ่นใหม่
ชาบรรจุกระป๋อง เพื่อเอาใจผู้บริโภคที่เดินทางไกล หรือคนที่งานยุ่งไม่สนใจการกินอยู่ โรงงานอุตสาหกรรมได้เอาน้ำชาใส่กระป๋องเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2483 ประเทศไทยพัฒนาเป็นครั้งแรกคือ  ชากระป๋องลิปตัน เมื่อ พ.ศ. 2531 ด้วยการเติมกลิ่นมะนาวลงไป เมื่อดื่มตอนเย็นจัดมีรสชาติกลมกล่อมยิ่ง

          เมี่ยง เป็นผลิตภัณฑ์ชาที่ผ่านการนึ่งและหมักอย่างหนึ่งของคนไทยภาคเหนือ คนลาวและคนพม่า อาจกินเมี่ยงแบบเปรี้ยวๆ หรือโรยเกลือใส่เล็กน้อยก็จะเสริมรสชาติ เมี่ยงมีบทบาทในชีวิตจนเกิดคำพังเพยว่า "เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม" ปัจจุบันเมี่ยงถูกลดบทบาท เพราะคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจน้อยลง
         กากเมล็ดชา มีสารซาโปนีน (Saponin) ใช้สระผมและล้างสิ่งสกปรกออกจากเรือนผม ทำให้เส้นผมเป็นมัน ส่วนกากใบชาที่ชงแล้วนำมาพอกแผลน้ำร้อนลวกได้ น้ำมันจากเมล็ดชาทำเนยเทียมได้

          กำเนิดปั้นชา ยุคแรกๆ ชาวจีนดื่มชา จะใช้หม้อต้มและเทลงดื่มในชาม ต่อมาประมาณต้นศตวรรษที่ 16 มีการค้นพบปั้นชาขึ้นใกล้เมืองอี๋ชิงมณฑลเจียงซูโดยเด็กรับใช้คุณชายตระกูลอู๋ที่กำลังจะเดินทางไปสอบจอหงวน ได้แวะพักที่วัดจิน ซา ที่วัดนี้มีเตาเผาเพราะพระจะปั้นภาชนะดินใช้เอง วันหนึ่งหลังการเตรียมชงน้ำชาให้คุณชายท่องหนังสือเรียบร้อยแล้ว เด็กรับใช้ชื่อ กงชุน ได้หลบมาพักผ่อนและเห็นพระปั้นภาชนะดินอยู่ จึงเข้าร่วมวง ปั้นไปปั้นมา ปั้นเอาภาชนะทรงกลมมีฝาปิดด้านบนเติมหูจับ ต่อพวยกาออกมา กลายเป็นอุปกรณ์ชงชาและกรองใบชาใบแรกของโลก และยังเป็นต้นแบบของภาชนะชงชาชุดเครื่องเงินของราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษอีกด้วย