วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

ความรัก มาจากไหน

มีคำกล่าวไว้ว่า “ความรู้สึกพอ ไม่ใช่ มาจากการเติมเต็มสิ่งที่คุณต้องการ...แต่มาจากการตระหนักว่าคุณมีมากมายและเพียงพอ...



“การมอบ ความรักทั้งหมดให้กับผู้อื่นมิได้หมายความว่าเราจะได้รับความรักตอบกลับมา อย่างเท่าเทียมกัน...อย่าหวังว่ารักผู้อื่นแล้วผู้อื่นจะรักตอบ...จงสนใจแค่ ให้ความรักนั้นเติบโตขึ้นในใจพวกเขา...แต่ถ้าไม่เติบโตขึ้นเลย...ก็จงพอใจ กับความรักที่เติบโตขึ้นในใจของคุณเอง”

พระ เจ้าเป็นผู้เดียว และเป็นผู้เริ่มต้นการหว่านเม็ดพันธุ์ความรักออกไป พระเจ้าหว่านออกไป พระองค์ไม่ได้สนใจว่าต้นความรักบางเมล็ดจะงอกขึ้นหรือไม่ แต่พระองค์ก็รักเมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดที่พระองค์ทรงหว่านออกไป พระองค์ยังคงไม่หยุดที่จะใส่ปุ๋ย พรวนดิน และเฝ้ารอคอยดูการเติบโตของต้นความรักที่พระองค์ทรงหว่านภายในเราอย่างไม่ละ สายตา อย่างเอ็นดู อย่างระมัดระวัง และ ทะนุถนอม อาจจะมีบางต้นที่เติบโตเป็นต้นรักที่สวยงาม มีดอก มีผล และมีเมล็ดพันธุ์แห่งความรักหว่านออกไปอย่างมากมาย แต่ก็มีบางต้นที่ไม่ได้เติบโต แต่พระเจ้าก็ยังรักและใส่ปุ๋ยต่อไป อย่างไม่ลดละ จนกระทั้ง วันหนึ่ง ต้นรักต้นนั้นงอกขึ้นมาเป็นแค่ เมล็ดถั่วงอก และหยุดการเจริญเติบโต ..... แต่พระเจ้าผู้ที่เป็นเจ้าของสวน พระองค์ก็รักและชมความงามของเจ้าต้นถัวงอกน้อยๆ อยู่ดี

เหมือน เช่นกัน พระเจ้าได้ทรงเรียกร้องให้เรามีลักษณะเหมือนพระองค์ คือพระองค์ได้ทรงรักเราก่อน เมื่อเวลาที่เราให้ความรักกับใครไปก่อน และไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั้นเป็นเพราะว่าความรักที่พระเจ้ามีให้เรา และพระเจ้าต้องการให้เราเป็นนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักที่ปราศจากเงื่อนไข 1 คร : 13 ชัดเจนที่สุด

เช่นกัน พระเจ้ารักเราเต็ม 100% แต่ในขณะที่เรารักพระเจ้าเริ่มจาก 0 และอาจจะไม่ถึงครึ่งที่พระเจ้าได้ให้กับเรา และเมื่อเราได้ให้ความรักไปกับบุคคลอื่นๆ คน อื่นก็ทำกับเราก็เป็นอย่างเดียวกัน เพราะว่าพระเจ้าต้องการให้เราสะท้อนพระฉายของพระองค์ออกไป และในความรักที่พระเจ้าปรารถนาที่จะให้เราให้กับผู้อื่นนั้น ไม่ใช่ความรักที่มีอย่างจำกัดของเรา แต่ เป็นเพราะความรักที่มีในพระเจ้า เพราะถ้าเราใช้ความรักของเรามันก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด แต่ถ้ามาจากพระเจ้าเราก็จะเห็นความรักนั้นเติบโตขึ้นอย่างงดงามที่สุด กท. 6: 8 “ผู้ ที่หว่านในเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น”

2. คนพิเศษที่สุด

ไม่มีใครสักคนเดียวที่อยู่ได้โดยปราศจากความรัก มนุษย์ ทุกคนต้องความรัก พระเจ้าทราบถึงความต้องการภายในจิตใจของเราทุกคน พระองค์มองเราลงมาด้วยสายตาแห่งความรัก และความเข้าใจอย่างยิ่งภายในเรา

มีหลายๆ ครั้งที่เรารู้สึกเหี่ยวแห้งเหลือเกิน อย่างอยู่คนเดียว และรู้สึกว่า “ไม่เป็นไร เราอยู่ได้ อยู่ได้คนเดียวแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครรัก หรือรักเราก็ได้”

แต่ ลองถามเข้าไปในใจลึกๆ ข้างในของเราดู เรากำลังนอนคตคู้อยู่หรือเปล่า เรากำลังรอคอยอ้อมแขนของใครบางคนอยู่หรือเปล่า เราอยากที่จะเป็นที่รักของใครบางคนที่เรารัก หรือต่อคนที่เรารักเขาบ้าง เราต้องการเป็นคนพิเศษจริงๆ ของใครบางคน ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือแม้แต่คนรัก แม้แต่เพียงความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาคนนั้นมีให้เราก็พอใจ ขอเพียงแค่ให้เราเป็นที่รัก หรือเป็นคนที่ถูกรัก

พระ เยซูพระองค์ทรงเป็นความรักที่พร้อมอยู่เสมอ เมื่อเราต้องการพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่พร้อมจะมอบให้ พระองค์ทรงนำความรักของพระองค์มาให้เราทุกๆ วัน พระองค์ยืนเคาะอยู่หน้าประตูหัวใจของเราทุกๆ วัน เพียงแค่เราเปิดประตูออก พระองค์ก็จะนำความรักที่สมบูรณ์ไปให้คนๆ นั้น อย่างมากมายเกินความเข้าใจของเรา และเราก็เป็นคนพิเศษจริงๆ สำหรับพระองค์ วว. 3: 20 “นี่ แนะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา”

พระเยซู มองเราอย่างคนพิเศษจริงๆ พระองค์เป็นพระเจ้า แต่พระองค์ก็ยอมลงมาเคาะอยู่ที่หน้าประตูใจ และเข้ามาร่วมรับประทานอาหารกับคนอย่างเรา เรา ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมายที่จะทำการ์ดเชิญสวยๆ ให้พระองค์มาร่วมรับประทานอาหารในบ้านของเรา แต่พระเยซูรักเราที่ความเป็นเรา อย่างคนที่ไม่มีอะไรมากมายเหมือนเช่นเรา พระองค์เป็นพระเจ้าที่พอใจในเราทุกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องมีพร้อมทุกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องมีอะไร มีแค่หัวใจที่ยอมรับ และยอมให้พระองค์เข้ามาในจิตใจเราก็เพียงพอแล้ว เพราะเราเป็นคนพิเศษสำหรับพระองค์

ขอให้มีความสุขกับความรักของพระองค์อย่างเต็มล้นอยู่ ขออย่าให้ใครขาดไปจากความรักของพระเยซู พระเจ้าของเรานะคะ

1 ยน. 4 : โดย ข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย คือพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก (เข้ามาในเรา) เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หญ้าแฝก มาจากไหน

หญ้าแฝก (อังกฤษ:Vetiver Grass ;ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vetiveria Zizanioides Nash) เป็นพืชที่ มีระบบรากลึกและแผ่กระจายลงไปในดินตรงๆ ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านของไทย มีวิธีการปลูกแบบง่าย ๆ เกษตรกรไม่ต้องดูแลหลังการปลูกมากนักและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าวิธีอื่นๆอีก ด้วยเป็นพืชที่มีอายุได้หลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น มีใบเป็นรูปขอบขนานแคบปลายสอบแหลม ยาว 35-80 ซม.มีส่วนกว้าง 5-9 มม. สามารถขยายพันธุ์ที่ได้ผลรวดเร็ว โดยการแตกหน่อจากลำต้นใต้ดิน ในบางโอกาสสามารถแตกแขนงและรากออกในส่วนของก้านช่อดอกได้ เมื่อหญ้าแฝกโน้มลงดินทำให้มีการเจริญเติบโตเป็นกอหญ้าแฝกใหม่ได้


สายพันธุ์

หญ้าแฝกมีอยู่ 2 สายพันธุ์คือ

* หญ้าแฝกดอน รากไม่มีกลิ่น, ใบโค้งงอ, สูงประมาณ 100-150 เซนติเมตร
* หญ้าแฝกหอม มีรากที่มีกลิ่นหอม, ใบยาวตั้งตรง, สูงประมาณ 150-200 เซนติเมตร

โดยมีคุณสมบัติพิเศษดังนี้

* ช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน
* อนุรักษ์ความชุ่มชื้นใต้ดิน
* ป้องกันความเสียหายของบันไดของดิน
* ช่วยในการฟื้นฟูดิน

หญ้าแฝกกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 IECA ได้มีมติถวายรางวัล The International Merit Award แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะที่ทรงเป็นแบบอย่างในการนำหญ้าแฝกมาใช้อนุรักษ์ดินและน้ำ และเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2536 ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งธนาคารโลก ได้นำคณะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายแผ่นเกียรติบัตรเป็นภาพรากหญ้าแฝก ชุบสำริด ซึ่งเป็นรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ (award of recognition) ในฐานะที่ทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกในประเทศไทย ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก