แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

ประวัติการฉลองวันตรุษจีน

ซื้้อรถยนต์วันตรุษจีน

สวัสดีวันนี้ถ้าสังเกตดีๆเชื่อว่าหลายคนที่ขับ รถยนต์ มาทำงานในตอนเช้าหรือว่าตามระหว่างทางนั้นท่านจะเห็นมีการจุดประทัดและการตั้งโต๊ะจัดอาหารไหว้เต็มไปหมด ที่เป็นแบบนั้นคือวันนี้เป็นวันไหว้เป็นวันปีใหม่ของคนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีนนั้นเอง เช่นเดียวกับวันคริสต์มาสที่มีความสำคัญต่อประเทศตะวันตก เทศกาลตรุษจีนก็ถือเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน 
วันนี้เราจะมา เล่ากันว่าเทศกาลตรุษจีนมีประวัติยาวนานกว่าสี่พันปีแล้ว เดิมทีไม่ได้เรียกว่าตรุษจีน และก็ไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอนด้วย เมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตกาล  ตามประเพณีพื้นบ้าน  เทศกาลตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของจีนไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีน ในช่วงนี้ คืนวันที่ 30 เดือน 12 ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่า และวันที่ 1 เดือนอ้ายหรือวันชิวอิก จะเป็นวาระสำคัญที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งกินเวลาทั้งหมดประมาณ 3 อาทิตย์


เพื่อเตรียมต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ประชาชนในเมืองหรือชนบทต่างตระเตรียมกันตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะในชนบท พอย่างเข้าเดือนธันวาคมก็เริ่มเตรียมที่จะต้อนรับตรุษจีนแล้ว เช่น ทำความสะอาดบ้าน  ซักเสื้อผ้าและผ้าห่ม ซึ่งถือเป็นการขับไล่สิ่งที่สกปรกออกจากบ้าน เพื่อให้บ้านมีโฉมหน้าใหม่
นอกจากนี้ ยังต้องซื้อของกินของใช้มากมาย เช่น ลูกอม ขนม หมูเห็ดเป็ดไก่ และผลไม้นานาชนิด เพื่อเตรียมไว้กินหรือต้อนรับแขกในช่วงเทศกาลตรุษจีน  ในเมืองใหญ่ การเตรียมการต่างๆก็เริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่นกัน เช่น หน่วยงานวัฒนธรรมและคณะนาฏศิลป์จะเตรียมรายการมากมายสำหรับแสดงในช่วงตรุษจีน สถานีโทรทัศน์ต่างๆจะเตรียมจัดงานบันเทิง
ที่ภาคใต้อาหารมื้อนี้มักจะมีกับข้าวกว่าสิบอย่าง ต้องมีเต้าหู้และปลา เพราะว่าการออกเสียงเต้าหู้และปลานั้นพ้องเสียงกับคำว่าฟู่อวี้ซึ่งมีความหมายว่ามั่งคั่งร่ำรวย  ส่วนทางภาคเหนือ ในคืนส่งท้ายปีเก่า ทุกคนในครอบครัวจะช่วยกันห่อเกี๊ยว แล้วรับประทานด้วยกัน
ในคืนส่งท้ายปีเก่ายังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่าโส่วซุ่ยคือ อยู่โต้รุ่งเพื่อต้อนรับวันปีใหม่ เมื่อก่อนนี้ก่อนปีใหม่จะมาถึง ผู้คนจะจุดประทัดต้อนรับปีใหม่ ประเพณีการจุดประทัดในอดีตก็เพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจ แต่เนื่องจากการจุดประทัดทำให้เกิดมลพิษและไม่ปลอดภัย ดังนั้น ในเขตตัวเมืองของเมืองใหญ่ต่าง ๆ เช่นปักกิ่งเป็นต้นจึงห้ามจุดประทัด 
พอถึงวันชิวอิก ไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้เฒ่าผู้แก่มักจะใส่เสื้อผ้าใหม่ เพื่อต้อนรับแขกหรือไปเยี่ยมญาติและเพื่อน ๆ เวลาพบหน้ากัน มักจะทักทายด้วยคำว่าสวัสดีปีใหม่หรือสวัสดีตรุษจีนแล้วจะเชิญเข้าบ้าน กินขนมจิบน้ำชาไป คุยไปด้วย ถ้าระหว่างญาติพี่น้องเคยเกิดการทะเลาะกันหรือความไม่พอใจกันในรอบปีเก่า ก็จะให้อภัยและคืนดีกันหลังจากการเยี่ยมเยือนกันในช่วงเทศกาลตรุษจีน
กิจกรรมในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีมากมายหลายอย่าง เช่น การแสดงละครพื้นบ้าน การฉายหนัง การเชิดสิงโต การเต้นระบำพื้นบ้าน การรำไม้ต่อขา และงานวัด ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักสนุกสนาน แต่กิจกรรมที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมทำกันก็คือ การชมรายการโทรทัศน์ที่บ้าน สถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ จะจัดรายการมากมายที่เหมาะสมกับผู้ชมแต่ละวัย
การปิดคำกลอนคู่และภาพมงคล การจุดโคมไฟ ก็เป็นประเพณีฉลองตรุษจีนที่สำคัญ ในช่วงเทศกาล ตลาดจะจำหน่ายกระดาษคำกลอนคู่และภาพมงคลสีสันหลากหลายที่เป็นรูปดอกไม้บ้าง สัตว์บ้างและตัวบุคคลบ้าง ที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตผาสุกของประชาชน  ให้ลูกค้าเลือกซื้อตามใจชอบ
นอกจากนี้งานโคมไฟก็เป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน โคมไฟที่ทำเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เป็นศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านของจีน บนโคมไฟจะพิมพ์หรือวาดลวดลายต่าง ๆ มีสัตว์ ทิวทัศน์ ตัวบุคคลเป็นต้น และทำเป็นรูปต่างๆ
เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นเรื่อย  รูปแบบและวิธีฉลองเทศกาลตรุษจีนก็พลอยเปลี่ยนแปลงไปด้วย การออกไปเที่ยวนอกบ้านนอกเมืองกำลังกลายเป็นกระแสนิยมของชาวจีนยุคใหม่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน


วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โตโยต้า ชัวร์ (Toyota sure)

         ถ้าพูดถึงศูนย์รถมือสองตอนนี้ที่มีการบริการครบวงจรที่สุดก็คือศูนย์ของ Toyota Sure ซึ่งเป็นศูนย์ที่ได้การรับรองและมีมาตรฐานซึ่งปกติแล้วรถยี่ห้อ Toyota ก็ได้รับความนิยมมากอยู่แล้วในประเทศไทยเรียกได้ว่าซื้อง่าย ขายคล่อง

           








     และเมื่อทาง Toyota เปิดเป็นศูนย์ดูแลเองแบบนี้แล้วทำให้ผู้ซื้อหันมามองศูนย์ โตโยต้า ชัวร์ เป็นลำดับต้นๆในการซื้อรถมือสอง เนื่องด้วยเป็นศูนย์ของ Toyota ทำให้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นสามารถเบิกศูนย์ได้ทันทีจึงทำให้ผู้ซื้ออุ่นใจได้ เพราะมีการรับประกันหลังการขาย ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นก็พอจะทำให้รู้แล้วว่าหากเราจะเลือกซื้อรถมือสองซัก คันหนึ่ง Toyota sure ก็เป็นตัวเลือกที่ทำให้คุณสมหวังก็เป็นได้

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กำเนิด ALFE ROMEO



ในประเทศอิตาลีมีผู้ผลิต รถยนต์ รายสำคัญๆอยู่ 7 รายใหญ่ๆ อาทิเช่น อัลฟา โรเมโอ ,เฟอร์รารี ,เฟียต ,แลมโบกินี่ ,แลนสิอา ,มาเซราตี , เด โตมาโช   สัญลักษณ์บนกระจังหน้าของอัลฟา โรเมโอ ทุกคันเป็นตราที่เก่าแก่ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1910 โดนดังแปลงเพียงเล็กน้อยจากแบบเดิม  ที่มาของเจ้าตรานี้คือตราประจำตระกูล วิสคอนติ (VISCONTI) ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ของเมืองมิลาน อันเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์ของอัลฟา โรเมโอ  โดนที่รูปังกรกำลังกลืนเด็กสีแดงทางขวามอของตราสัญลักษณ์มีที่มาจาก ความเชื่อที่ว่า บรรพบุรุษของตระกูลนี้ได้สังหารมังกรในสมัยคริสต์ศตวรรษ ที่5 ส่วนกางเขนสีแดงด้านซ้ายมือของตราเป็นสัญลักษณ์การเข้าร่วมสงครามคูเสซของตระกูลวิสคอนติน  สำหรับบริษัท อัลฟา โรเมโอ นับเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายเก่าแก่ของอิตาลี เพราะเริ่มผลิตรถยนต์มาตั้งแต่ปี 1910  ในช่วงแรกบริษัทใช้ชื่อว่า ALFA แต่ต่อมาได้มีการขายกิจการให้แก่นักอุสาหกรรมนามว่า นิโคลา โรเมโอ เพราะฉะนั้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบริษัทผลิตรถยนต์รายนี้ก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อ อัลฟา โรเมโอ เป็นต้นมา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทำให้องกรณ์นี้มีการพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดเนื่องจาก นิโคลา เป็นคนที่มีความใส่ใจในรายละเอียดยิบย่อย เพราะฉะนั้นหากะไรพลาดไปแม้มิลเดียวสิ่งนั้นเป็นอันยกเลิก หรือไม่ก็ถูกแก้ไขทันที


และนอกจากจะผลิตรถำหรับขับแล้ว อัลฟา ยังผลิตรถแข่งด้วย  นับเป็นการตัดสินใจที่ดีมากเพราะอัลฟาได้ประสบความสำเร็จในการผลิตรถแข่งอย่างมาก  เพราะงั้นชื่อของอัลฟา ยิ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก นับแต่นั้นมา อัลฟา โรเมโอ จึงเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการแข่งรถ

ในช่วงปี 1930 อัลฟา โรเมโอ เริ่มประสบปัญหาทางการเงินถึงกับต้องขายกิจการทั้งหมดให้กับรัฐบาลอิตาลีในปี 1993 อย่างไรก็ตามหลังจากดำรงฐานะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในการควบคุมของรัฐบาลอยู่ถึงห้าทศวรรษ ในปี1986 อัลฟา โรเมโอ ก็กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์เอกชนอีกครั้งหลังจากรัฐบาลอิตาลีตัดสินใจขายกิจการให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง เฟียต  บัจจุบันอัลฟา โรเมโอ เป็นรถยนต์ที่ผลิตภายใต้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เฟียต


วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

รถที่ไวกว่าเสียง !!


บัจจุบันที่เทคโนโลยีเรื่องยานยนต์นั้นก้าวไปไกลมาก  มากถึงขั้นที่มีรถที่ไวกว่าเสียงเเล้วด้วย
ถ้าพูดถึงในเรื่อง ราคารถ เเล้ว  คงเเทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดาที่จะจับจองเป็นเจ้าของ
วันนี้ผมเอารายละเอียดน่าสนใจๆเกี่ยวกับเจ้ารถชนิดนี้มาฝากกันครับ



วิศวกร อังกฤษร่วมพัฒนา "บลัดอาวน์ด" รถความเร็วเหนือเสียง หวังทำลายสถิติรถเร็วที่สุดในโลกในอีก 2 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าพัฒนารถมีความเร็วยิ่งกว่ากระสุน ด้วยความเร็วสูง 1,610 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 ทีมวิศวกรอังกฤษได้ออกแบบรถความเร็วเหนือเสียง (Super Sonic Car: SSC) หรือรถซูเปอร์โซนิก "บลัดอาวน์ด เอสเอสซี" (Bloodhound SSC) ที่คาดว่า จะมีความเร็วถึง 1,610 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำลายสถิติความเร็วของ "ทรัสต์ เอสเอสซี" (Thrust SSC) รถยนต์พลังงานเจ็ต ที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 2540 ด้วยความเร็ว 1,228 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ได้ทดลองในทะเลทรายแบลคร็อค รัฐเนวาดา สหรัฐฯ
     
       สำหรับรถซูเปอร์โซนิกที่ออกแบบใหม่นี้บีบีซีนิวส์ระบุว่า ยานยนต์จะติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ท "ไต้ฝุ่น-ยูโรไฟทเตอร์" (Typhoon-Eurofighter) ซึ่งคาดว่าจะทำให้รถวิ่งได้เร็วกว่ากระสุน และมีความเร็วเหนือเสียงที่ 1.4 มัค โดยตัวรถยนต์ถูกออกแบบให้มีความยาว 12.8 เมตรและหนักถึง 6.4 ตัน
     
       ทีมพัฒนาจากมหาวิทยาลัยเวสต์อิงแลนด์ (University of the West of England) สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นฐานในการสร้างแบบเท่าของจริง และมหาวิทยาลัยสวันซี (Swansea University) สหราชอาณาจักร ซึ่งให้การสนับสนุนหลักและเป็นฐานช่วยวิจัยทางด้านอากาศพลศาสตร์ (aerodynamics) ได้ใช้เวลาถึง 18 เดือน เพื่อร่วมออกแบบรถยนต์ซูเปอร์โซนิกนี้ และตั้งเป้าจะสร้างสถิติความเร็วของรถยนต์ใหม่ในปี 2555
     
       ล้อรถเส้นผ่านศูนย์กลาง 900 มิลลิเมตร จะหมุนด้วยความเร็วสูง จึงต้องใช้วัสดุไททาเนียมคุณภาพดีเยี่ยมเพื่อป้องกันล้อหลุดเมื่อรถวิ่ง โดยรถยนต์บลัดอาวน์ดนี้จะเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 1,690 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 40 วินาที และที่ความเร็วสูงสุดจะเกิดความกดอากาศบนตัวรถที่ผลิตจากเส้นใยคาร์บอนและไท ทาเนียม 12 ตันต่อตารางเมตร
     
       "นับเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ทางวิศวกรรม เรายังไม่เห็นอะไรที่เราจะพิชิตไม่ได้ ทั้งโอกาสและเวลา เราไม่ได้มีคำตอบทั้งหมด แต่เราก็มีบางคำตอบบ้างแล้ว และผมมั่นใจว่าแนวทางแก้ปัญหาอื่นๆ จะเผยตัวเองออกมาแน่" ความเห็นของจอห์น ไปเปอร์ (John Piper) หัวหน้าทีมเทคนิคในการพัฒนารถบลัดอาวน์ด
     
       ด้าน แอนดี กรีน (Andy Green) ซึ่งเคยนำทรัสต์ เอสเอสซีสร้างสถิติโลกเมื่อสิบกว่าปีก่อนและจะเป็นผู้ขับบลัดอาวน์ดนี้ ยอมรับถึงความเสี่ยงที่มี แต่ก็ระบุว่ารถยนต์คันนี้จะได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงสุดสำหรับเขา
     
       "นั่นจะทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์หรือเปล่าน่ะรึ? แล้วชีวิตที่ไม่มีความเสียงเลยน่ะ น่าสนใจหรือ? ไม่เลย มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เพราะเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ และเป็นสิ่งมีค่ายิ่งในท้ายที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การบันทึกการเป็นที่สุด แต่เพื่อจุดประกายให้วิศวกรรุ่นถัดไป เพื่อร่วมแบ่งปันให้กับเด็กนักเรียนทุกคนในประเทศนี้ (อังกฤษ)" กรีนกล่าว

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทำไมไฟจราจรต้อง แดง เหลือง เขียว

-->


 ทุกคนเคยขับ รถ หรือนั่ง รถ ผ่านสี่แยกไฟแดง ถ้ารถติดยาวหรือเป็นช่วงเวลารีบเร่งและเราได้ไปพร้อมๆ กับรถคันอื่นๆ ก็คงไม่รุ้สึกอะไร แต่ถ้าเราเป็นรถคันสุดท้ายที่ไม่ได้ผ่านไปพร้อมกับคนอื่นๆ และกลายเป็นรถคันแรกแต่เราต้องรออีก 120 หรือ 180 วินาที จะรู้สึกยังไงกันบ้าง ทุกคนมีคำตอบในใจ

หลายๆคนอาจสงสัยว่า เอ...ทำไม สัญญาณไฟจราจรต้องเป็นสี แดงเหลืองเขียว
เป็นสี ฟ้า ชมพู น้ำเงิน ไม่ได้หรือย่างไร  เดี๋ยววันนี้ คุณหนูเจ้าปัญหาจะมาไขข้องข้องใจให้ครับ
ก่อนอื่นเราต้องรู้เรื่อง สีก่อนครับ
 
สี คือการรับรู้ความถี่ (หรือความยาวคลื่น) ของแสง ในทำนองเดียวกันกับที่ระดับเสียง (หรือโน้ตดนตรี) คือการรับรู้ความถี่หรือความยาวคลื่นของเสียง

มนุษย์สามารถรับรู้สีได้ เนื่องจากโครงสร้างอันละเอียดอ่อนของดวงตา ซึ่งมีความสามารถในการรับรู้แสงในช่วงความถี่ที่ต่างกัน การรับรู้สีนั้นขึ้นกับปัจจัยทางชีวภาพ (คนบางคนตาบอดสี ซึ่งหมายถึงคนคนนั้นเห็นสีต่างจากคนอื่น หรือไม่สามารถเห็นสีได้เลยมาแต่กำเนิด), ความทรงจำระยะยาวของบุคคลผู้นั้น, และผลกระทบระยะสั้น เช่น สีที่อยู่ข้างเคียง
บางครั้งเราเรียกแขนงของ วิชาที่ศึกษาเรื่องของสีว่า รงคศาสตร์ วิชานี้จะครอบคลุมเรื่องของการรับรู้ของสีโดยดวงตาของมนุษย์, แหล่งที่มาของสีในวัตถุ, ทฤษฎีสีในวิชาศิลปะ, และฟิสิกส์ของสีในสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า
สำหรับที่ถามว่า ทำไมต้อง แดง เหลือง เขียว
 
ถ้าจะกล่าวต้องบอกได้ว่า มาตรฐานไฟจราจร สามสีนี้เป็นสากลที่ยอมรับกันทั่วโลก
เหตุผลหลัก มีได้ 2 ข้อใหญ่ๆ
1 เป็นหลักการทางจิตวิทยา
เนื่อง จากมนุษย์เรารู้จากสามัญสำนึกว่า
สีแดงหมายถึงอันตราย รู้สึกถึงความร้อน การไม่ปลอดภัย ดูอย่างไซเรนของหวอ ก็จะเป็นสีแดง หรือสัญญาณเตือนในหนังต่างๆ
สีเขียวปลอดภัย ชุ่มชื่น สบาย
2 เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์
เนื่องจากแสงสีแดงเป็นแสงที่มีความยาวคลื่น มากที่สุดทำให้เห็นได้ไกล จึงควรใช้เอาใว้ให้หยุด  ดังเช่นไฟเบรกเป็นต้น
 
ความ ยาวคลื่นของสีจะเรียงได้ตามสีของรุ้ง โดยสีรุ้งนั้นเรียงกัน คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง
เรียงความยาวคลื่นจากน้อยไปมาก ดังนั้นสีที่มองเห็นแต่ไกลคือสีแดง ส่วนสีเขียว ก็คือคุ่ตรงข้ามแดง ไงละครับ
และสีอื่นๆที่ไม่นำมาใช้ ก็มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ประกอบเช่นกัน เช่นสีน้ำเงินหรือสีม่วง สีโทนทึบๆ
ไม่ ควรนำมาใช้ เพราะเวลามืดจะมองไม่ค่อยเห็นให้ทัศนวิสัยที่แย่กว่าสีอื่นๆ หรือเพราะความยาวคลื่นสั้นนั้นเอง

สังเกตุนะครับว่า สีที่ได้คัดเลือกให้เป็นมาตรฐานสากลนั้น จะไม่มีสีที่อยู่ในช่วงความยาวคลื่นสั้นเลย....
นั้นคือกลุ่มสีทึบนั้น เอง

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

LPG มาจากไหน


                      การรณรงค์การประหยัดน้ำมัน เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยทั้งประหยัดน้ำมันและเงินในกระเป๋าก็คือ    การที่รถยนต์ ส่วนใหญ่หันมาใช้แก๊ส ซึ่งแก๊สกับน้ำมันมีราคาต่างกันถึง 1 ใน 4 เท่า เพราะฉะนั้นจึงทำให้ รถยนต์ ส่วนใหญ่หันมาติดแก๊สกันมากขึ้น วันนี้ก็เลยจะแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้ที่มาขอแก๊ส LPG กันค่ะ
           LPG คืออะไร มันก็คือเชื้อเพลิงชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนใช้แค่ในครัวเรือน หรือภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น LPG ย่อมาจาก Liquid Petroleum Gas หรือ แก๊สหุงต้มที่เราๆ ใช้กันในบ้าน เป็นสารองค์ประกอบจำพวกไฮโดรคาร์บอนชนิดหนึ่ง มีการผสมกันของแก๊สหลักอยู่ 2 ชนิด คือ โพรเพน ( Propane ) C3H8 และ บิวเทน ( Butane ) C4H10 ถ้าถูกเก็บอยู่ในสภาวะแรงดันคงที่ จะมีสถานะเป็นของเหลว แรงดันจัดเก็บจะอยู่ที่ 120 – 160 Psi มีการขยายตัวกลายเป็นไอที่สูง คุณสมบัติด้อยกว่าน้ำมันเบนซินราวๆ 20% มีค่าอ็อกเทนราวๆ  103 – 105 จึงจุดสันดาปยากกว่าน้ำมันเบนชิน แต่การนำไปใช้งานในเครื่องยนต์สามารถทำได้ง่ายและมีมลภาวะต่ำ แต่เนื่องจากตัวมันเองไม่มีกลิ่นจึงไม่สามารถรู้ได้ว่ารั่วซึมหรือไม่ จึงมีการผสมกลิ่นเข้าไปเป็นสารให้กลิ่นจำพวกซัลเฟอร์ หรือ แก๊สไข่เน่านั่นเอง
                     แหล่งที่มาของ LPG คือหนึ่งในพลังงานจาก ฟอสซิล เช่นเดียวกับน้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ และการจะได้มาซึ่ง LPG นั่นจะต้องอาศัยการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า LPG นั้นเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันโดยอัตโนมัติ เพราะว่าบริษัทกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปที่น้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทเหล่านั้น แต่การกลั่นน้ำมันก็ใช่ว่าจะเป็นหนทางเดียวกับการได้มาซึ่ง LPG เพราะว่า การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากพื้นดินนั้น ปกติจะได้มาซึ่งก๊าซมีเทน 90% แต่ที่เหลือจะเป็น LPG เช่นกัน ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งปกติบริษัทที่ขุด จะทำการแยก LPG ออกจาก มีเทนเสียก่อนที่จะส่งมีเทนไปใช้งานตามที่ต่างๆ


                      ไม่ว่าจะเป็นแก๊สธรรมชาติหรือน้ำมัน ทั้งสองอย่างก็เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป และในกระบวนการสร้างต้องใช้เวลานานเป็นล้านๆ ปี ดังนั้นจึงอยากรณรงค์ให้ทุกๆ ท่านเห็นคุณค่าของเชื้อเพลิงเหล่านี้ ถ้ามีโอกาสที่จะช่วยกันประหยัดได้ก็ช่วยกัน เราจะได้มีพลังงานไว้ใช้นานๆ






























วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การดูเอกสารเล่มทะเบียนรถยนต์มือสอง

เราจะสามารถรู้ประวัติของรถยนต์มือสองเบื้องต้นได้โดยการตรวจสอบดูจากเล่มทะเบียนรถยนต์ จะทำให้ทราบว่ารถยนต์มือสองคันนี้ผ่านการใช้งานมาแล้วกี่ราย มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์และสีของรถยนต์หรือเปล่า ควรเลือกซื้อรถยนต์มือสองที่ผ่านการใช้งานมามือเดียว หรือจากเจ้าของคนเดียว จะช่วยให้เราสามารถซักถามประวัติการใช้รถได้ เอกสารที่ควรใส่ใจมากที่สุด คือสมุดจดทะเบียนไม่ควรมีการแก้ไขโดยไม่มีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ขนส่ง กำกับ หากสมุดจดทะเบียนมีข้อน่าสงสัยไม่ควรทำการซื้อขายรถยนต์มือสองคันดังกล่าว

วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553

รถยนต์มาจากไหน


ก่อนช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ยานพาหนะของผู้คนในสมัยนั้น ยังคงอาศัยแรงของสัตว์ เช่น รถม้า หลังจากมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้มีการประยุกต์ใช้แรงดันไอน้ำมาขับเคลื่อนเป็นยานพาหนะแบบใหม่ที่ไม่ต้องอาศัยแรงของสัตว์
ในปี ค.ศ. 1886 คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) วิศวกรชาวเยอรมันได้สร้างรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เพลิงเผาไหม้คันแรกของโลกได้สำเร็จ (Benz Patent Motorwagen) โดยใช้โครงสร้างแบบลูกสูบเหมือนของเครื่องจักรไอน้ำ เพียงแต่ได้เพิ่มอุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนเชื้อเพลิงในรูปของเหลวให้กลายเป็นก๊าซ และเพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย ในรูปแบบของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ (ปัจจุบันรถยนต์ใช้ระบบเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน)
เครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงในยุคแรกๆ นั้น ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง ต่อมา ปี 1897 รูดอล์ฟ ดีเซล พยายามคิดค้นพลังงานอื่นมาใช้กับเครื่องยนต์ จนสำเร็จเป็นเครื่องยนต์ดีเซล


============================================================ จาก วิกิพีเดีย


ประวัติยานยนต์ไทย
ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ที่แล้ว รถยนต์คันแรกเข้ามาวิ่งในแผ่นดินสยามถือเป็นสิ่งแปลกใหม่บนท้องถนน คนยุคนั่นคงนึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นพาหนะสำคัญ จนเป็นปัจจัยที่ 5 ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ธุรกิจรถยนต์ยุคเริ่มต้นมีเพียงรถอิมพอร์ตเจ้าของร้านเป็นฝรั่งต่างชาติไม่กี่ร้านและแต่ละร้านก็สูญสลายไปใน เวลาต่อมาตำนานรถยนต์และธุรกิจรถยนต์ต่างเลือนไปจากความทรงจำของคนรุ่นปัจจุบันเสียสิ้นจากฝรั่งสู่มือคนไทย รถคันแรกในเมืองบางกอก ปี 2406 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ตัดถนนสายแรกในมหานครขึ้นคือถนนเจริญกรุง ตั้งต้นที่กำแพงพระบรมมหาราชวังเลียบฝั่งเจ้าพระยาไปสิ้นสุดที่บางคอแหลมหรือถนนตกในปัจจุบัน ในยุคนั้นมีเพียงรถลากและรถม้าเป็นเจ้าครองถนนสายแรกที่มีความยาว 6.5 กม.และในช่วง 30 ปีต่อมาก็มีการตัดถนนเพิ่มเพียงไม่กี่สาย ในปี 2435 ในยุคของรัชกาลที่ 5 ถนนในเมืองบางกอกรวมกันแล้วมีความยาวเพียง 12 กม. แม้ถนนบางสายจะมีความกว้างถึง 20 เมตรก็ตาม หากหลับตานึกภาพบนท้องถนนสมัยนั้นมีรถยนตร์มาวิ่งท่ามกลางรถม้าและ รถลากคงเกิดความโกลาหลไม่น้อย

การกำเนิดรถยนต์ในประเทศไทยและการที่พระราชวงศ์ไทยสนพระทัยในเรื่องรถยนต์เป็นเรื่องที่อุบัติขึ้นแทบ จะเป็นเวลาเดียวกันกับช่วงเปลี่ยนศตวรรษเมื่อเริ่มมีการผลิตรถยนต์ในยุโรปและอเมริกาเหนือ รถยนต์คันแรกขึ้นบกที่ท่าเรืออู่บางกอก และมีการขับไปตามท้องถนนท่ามกลางสายตาของประชาชนที่เฝ้ามองอย่างพิศวง รถยนต์สมัยต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นรถยี่ห้อใด คันเกียร์และคันห้ามล้อ ติดตั้งอยู่นอกตัวถ้งด้านขวามือของผู้ขับ รถยนต์อันเป็นเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 20 เข้ามาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อใดยังเป็นข้อถกเถียงไม่สิ้นสุด แต่เชื่อกันว่าเป็นชาวต่างชาติเป็นผู้สั่งเข้ามาเป็นคนแรก รถคันนี้มีลักษณะคล้ายกับรถบดถนนในปัจจุบัน มีล้อเป็นยางตัน หลังคาคล้ายปะรำ ที่นั่ง 2 แถว ใช้น้ำมันปิโตเลียมเป็นเชื้อเพลิงและรถมีกำลังเพียงวิ่งตามพื้นราบ ไต่ขึ้นเนินสะพานไม่ได้ การใช้งานของรถคันแรกจึงมีขีดจำกัดเพราะท้องถนนเมืองบางกอกเต็มไปด้วยสะพานข้ามคลองสูง เพื่อให้เรือลอดผ่านได้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของรถยนต์ยุคนั้น

รถยนต์คันแรกสามารถปลุกเร้าความสนใจของคนไทยและคนต่างชาติได้เป็นอย่างดี ต่อมาไม่นานเจ้าของรถคันดังกล่าวก็ขายต่อให้จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ถือเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นเจ้าของรถยนต์ ท่านจอมพลฯ ซื้อรถยนต์มาทั้งที่ขับไม่เป็นจึงต้องให้ท่านพระยาอนุทูตวาที (เข็ม แสงชูโต) น้องชายเป็นผู้ขับแทน เชื่อกันว่าพระยาอนุทูตวาทีเป็นคนไทยคนแรกที่ขับรถยนต์ได้ เนื่องจากเคยทำงานที่ประเทศอังกฤษจึงมีโอกาสได้ขับรถยนต์ ต่อมาก็สอนคนอื่นเรียนรู้การขับรถยนต์อย่างแพร่หลาย หลังการซื้อรถมาเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้มีโอกาสขับโลดแล่นไปตามท้องถนนเมืองบางกอกอยู่หลายปีก่อนที่รถคันแรกจะเสื่อมสูญไปตามกาล ยุคนั้นผู้ที่สั่งรถเข้ามาจะเป็นพระราชวงศ์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2411 พระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องรถยนต์เป็นอย่างมาก และพระราชวงศ์หลายพระองค์ก็มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติยานยนต์ของไทย ปี 2447 มีรถยนต์ 3 คันเข้ามาวิ่งในถนนบางกอก แต่ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นรถยนต์ยี่ห้ออะไรและใครเป็นเจ้าของ


============================================== ขอบคุณข้อมูลจาก ด๊อกเตอร์คาร์.เน๊ต